การเลือกปั๊มสำหรับรถดั๊มพ์ฟังดูเหมือนแค่เลือกขนาด แต่ปั๊มที่ใช่คือปั๊มที่เข้ากับกระบะที่ต้องยก เกียร์ฝาก (PTO) ที่ขับมัน และความเร็วที่อยากให้กระบะเทขึ้น ถ้าเล็กไป คนขับต้องเร่งเครื่องแรงแต่ยกช้า ถ้าใหญ่ไป ก็เสียเงินกับปริมาณน้ำมันที่กระบอกสูบใช้ไม่ได้ แถมร้อนขึ้นและกินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม คู่มือนี้พาคิดตามลำดับที่ช่างในอู่ทำกันจริง
เริ่มจากกระบะ ไม่ใช่ปั๊ม
ปั๊มมีไว้ขยับสิ่งเดียวคือกระบะ ก่อนเปิดแค็ตตาล็อก ให้จดก่อนว่าต้องยกอะไร กระบอกสูบยกบอกว่าต้องอัดน้ำมันเข้าไปเท่าไรเพื่อยกกระบะจากราบจนเทสุด ส่วนน้ำหนักบรรทุกเมื่อรวมกับขนาดกระบอกสูบ บอกว่าระบบจะเจอแรงดันเท่าไร ที่เหลือทั้งหมดต่อยอดจากสองคำตอบนี้
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือก
- กระบอกสูบยกกระบะ — ขนาดรู (bore) ระยะชัก (stroke) และจำนวนชั้น ค่านี้กำหนดว่ายกเต็มหนึ่งครั้งใช้น้ำมันเท่าไร
- น้ำหนักบรรทุก — น้ำหนักกระบะรวมกับของที่หนักที่สุดที่จะบรรทุก เมื่อรวมกับกระบอกสูบ จะกำหนดแรงดันใช้งาน
- เวลายกที่ต้องการ — ยกเร็วขึ้นต้องการปริมาณน้ำมันมากขึ้น และกระบะที่บรรทุกเต็มไม่ควรยกเร็วเกินกว่าที่ปลอดภัย
- เกียร์ฝาก (PTO) — หน้าแปลนเอาต์พุต ทิศทางการหมุน และความเร็วรอบเทียบกับเครื่องยนต์
- ถังน้ำมันและสายไฮดรอลิค — ต้องรับปริมาณน้ำมันที่กำลังจะเรียกใช้ได้
ปริมาณน้ำมัน (flow) กำหนดว่ากระบะขึ้นเร็วแค่ไหน
เวลายกคือเรื่องของปริมาณน้ำมัน เอาปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้ดันกระบอกสูบให้สุด หารด้วยเวลาที่อยากให้ใช้ยก ก็จะได้ปริมาณน้ำมันที่ต้องการ ปั๊มส่งน้ำมันเท่ากับขนาดดิสเพลสเมนต์ (cc ที่ส่งต่อหนึ่งรอบ) คูณความเร็วรอบที่หมุน ดังนั้นดิสเพลสเมนต์ที่ใหญ่ขึ้นหรือรอบที่สูงขึ้นให้ปริมาณน้ำมันมากขึ้นทั้งคู่
ปั๊มไม่ได้หมุนที่รอบเครื่องยนต์ แต่หมุนที่รอบเครื่องยนต์คูณอัตราทดของเกียร์ฝาก (PTO) จึงต้องเช็กอัตราทดของเกียร์และ PTO ที่ใช้ แล้วเลือกดิสเพลสเมนต์ที่ให้ปริมาณน้ำมันที่ต้องการที่รอบเครื่องยนต์ทำงานสบาย ๆ ไม่ใช่เร่งสุด ถ้าปั๊มต้องเหยียบคันเร่งหนักถึงจะยกได้เร็วพอใช้ แสดงว่าปั๊มน่าจะเล็กไป
แรงดันกำหนดว่ายกของหนักได้แค่ไหน
กระบะยกของหนักได้แค่ไหนไม่ได้ขึ้นกับขนาดปั๊ม แต่มาจากแรงดันในระบบและพื้นที่หน้าตัดของกระบอกสูบ โดยรีลีฟวาล์วเป็นตัวจำกัดแรงดันนั้น ให้เช็กว่าปั๊มรับแรงดันที่กระบะหนักที่สุดต้องการได้อย่างมีส่วนเผื่อ และรีลีฟวาล์วตั้งตามที่ผู้ผลิตกระบะกำหนด ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่ ปั๊มไฮดรอลิคคืออะไรและทำงานยังไง
ทำไมไม่ใส่ปั๊มตัวใหญ่ที่สุดไปเลย
ปั๊มที่ใหญ่ขึ้นยกได้เร็วขึ้น ไม่ได้ยกได้หนักขึ้น และปริมาณน้ำมันที่เพิ่มมาก็ต้องไปที่ไหนสักแห่ง ปริมาณน้ำมันที่ระบบใช้ไม่ได้จะกลายเป็นความร้อนและแรงดันย้อน ทำให้เครื่องยนต์ต้องแบกภาระและกินน้ำมันเชื้อเพลิง กระบะที่ขึ้นหรือลงเร็วเกินไปยังทำให้กระบอกสูบ สายไฮดรอลิค และแชสซีรับแรงกระแทกด้วย วาล์วควบคุม สายไฮดรอลิค และถังน้ำมันก็ต้องรับปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน การเปลี่ยนปั๊มให้ใหญ่ขึ้นจึงไม่ค่อยเป็นการเปลี่ยนแค่ชิ้นเดียว
เช็กความเข้ากันได้ก่อนสั่ง
- หน้าแปลนยึดของปั๊มตรงกับเอาต์พุตของ PTO — นับจำนวนน็อต: สามรูคือ UNI สี่รูคือ ISO สองรูคือ SAE
- ปั๊มหมุนทิศเดียวกับเอาต์พุตของ PTO ทั้งตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกา
- ความเร็วรอบที่ปั๊มจะหมุน เมื่อคิดอัตราทดของ PTO แล้ว ยังอยู่ในรอบที่ปั๊มรับได้
- การติดตั้งแบบตรง (direct mount) หรือแบบแยก (remote mount) เหมาะกับพื้นที่ข้างเกียร์
- ถังน้ำมันจุได้พอสำหรับยกเต็มหนึ่งครั้งพร้อมส่วนสำรอง และเข้าถึงไส้กรองได้ง่าย
ความผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เลือกขนาดโดยเดาหรือลอกจากรถอีกคัน รถดั๊มพ์สองคันที่กระบอกสูบต่างกันต้องการปริมาณน้ำมันไม่เท่ากัน แม้รถจะดูเหมือนกัน
- เปลี่ยนปั๊มให้ใหญ่ขึ้นเพื่อแก้อาการยกช้า โดยไม่เช็กอัตราทดของ PTO สายไฮดรอลิค หรือไส้กรองก่อน — ไส้กรองตันหรือปั๊มที่สึกก็ให้อาการเดียวกัน
- มองข้ามทิศทางการหมุน ปั๊มที่หมุนผิดทิศจะไม่ปั๊มน้ำมัน และอาจเสียหายได้
- ลืมเรื่องน้ำมัน ต่อให้เลือกขนาดปั๊มถูกต้องแค่ไหน น้ำมันสกปรกก็ทำให้สึกเร็ว — ดู การบำรุงรักษาเกียร์ฝาก (PTO)
