ปั๊มไฮดรอลิคคือตัวที่เปลี่ยนแรงหมุนให้กลายเป็นแรงดันน้ำมัน หน้าที่ของมันคือดูดน้ำมันจากถังแล้วอัดส่งเข้าไปในระบบ น้ำมันที่ไหลด้วยแรงดันนี่แหละที่ไปยกกระบะดั๊มพ์ หมุนเครน หรือขับถังดูด บนรถบรรทุก แรงหมุนที่ปั๊มใช้มาจากเครื่องยนต์ ผ่านเกียร์ ผ่านเกียร์ฝาก (PTO) แล้วจึงมาถึงปั๊ม

ปั๊มไฮดรอลิกสำคัญกับระบบแค่ไหน

ในระบบไฮดรอลิค ปั๊มคือหัวใจ ทุกอย่างที่อยู่ถัดจากปั๊มจะขยับได้ก็ต่อเมื่อปั๊มส่งน้ำมันมาให้ก่อน กระบอกจะยกกระบะได้ หรือวาล์วจะมีอะไรให้สั่ง ก็ต้องรอปั๊มทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าปั๊มเริ่มอ่อนกำลัง หรือเลือกขนาดมาไม่พอดีกับงาน อาการจะไปโผล่ที่ปลายทางเสมอ ยกช้าลง ต้องเร่งเครื่องมากกว่าเดิม เสียงดังขึ้น น้ำมันร้อนเร็วกว่าที่ควร ทั้งที่กระบอก วาล์ว และสายยังดีอยู่ทุกอย่าง

ที่ระบบนี้ทำงานได้ เพราะน้ำมันบีบให้เล็กลงไม่ได้ พออัดน้ำมันเข้าไปในพื้นที่ปิด แรงดันจะกระจายเท่ากันทุกทิศทาง แล้วไปดันลูกสูบที่มีหน้าตัดใหญ่กว่าให้ออกแรงได้มากกว่าแรงที่ใส่เข้าไปหลายเท่า ปั๊มตัวเล็ก ๆ ที่คนเดียวยกไหว จึงทำให้รถยกหินขึ้นได้ทีละหลายตัน

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือ ปั๊มไม่ได้สร้างแรงดันขึ้นมาเอง สิ่งที่ปั๊มสร้างคือการไหลของน้ำมัน ส่วนแรงดันจะเกิดตอนที่น้ำมันไหลไปเจอของหนักขวางอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักกระบะ น้ำหนักของที่บรรทุก หรือกระบอกที่ต้องดันขึ้น งานยิ่งหนัก แรงดันยิ่งสูง จนถึงขีดที่วาล์วนิรภัยตั้งไว้

รอบ ๆ ปั๊มมีอะไรบ้าง

  • ถังน้ำมัน — เก็บน้ำมัน ระบายความร้อน และปล่อยให้ฟองอากาศลอยตัวออกไป
  • ไส้กรอง — ดักสิ่งสกปรกที่จะเข้าไปกัดกร่อนปั๊มจากข้างใน
  • ปั๊ม — เปลี่ยนการหมุนให้เป็นการไหล
  • วาล์วควบคุม — กำหนดว่าน้ำมันจะไปทางไหน และค้างโหลดไว้เมื่อปล่อยคันโยก
  • กระบอกหรือมอเตอร์ไฮดรอลิค — เปลี่ยนน้ำมันกลับมาเป็นการเคลื่อนไหว
  • สายและข้อต่อ — เป็นทางเดินของน้ำมัน และมักเป็นจุดแรกที่รั่วถ้าเลือกชั้นทนแรงดันผิด

แรงดันกับอัตราการไหล ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

เวลาพูดถึงปั๊ม จะมีตัวเลขอยู่สองตัวที่ต้องแยกให้ออก และการสลับสองตัวนี้กันคือความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดตอนเลือกปั๊ม

อัตราการไหล (Flow)บอกว่างานจะเร็วแค่ไหน เช่น กระบะยกขึ้นไวแค่ไหน คิดจากขนาดปั๊ม (cc ต่อรอบ) คูณกับความเร็วรอบที่ปั๊มหมุน
แรงดัน (Pressure)บอกว่าระบบยกของหนักได้แค่ไหน ตัวกำหนดคือน้ำหนักของงานเอง และมีวาล์วนิรภัยเป็นตัวจำกัดเพดานไว้ ไม่ได้ขึ้นกับขนาดปั๊ม

ปั๊มใหญ่ขึ้นจึงไม่ได้แปลว่ายกได้หนักขึ้น แต่แปลว่ายกได้เร็วขึ้น และกินกำลังเครื่องยนต์มากขึ้นตอนทำงาน การเลือกปั๊มคือการเลือกขนาด cc ให้พอดีกับความเร็วที่งานต้องการ ไม่ใช่เลือกตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มี

บนรถบรรทุก ปั๊มรับกำลังมาจากไหน

ในโรงงาน ปั๊มไฮดรอลิคมักถูกขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่บนรถบรรทุกไม่มีมอเตอร์แบบนั้น จึงต้องดึงแรงหมุนมาจากเครื่องยนต์ผ่านเกียร์ ซึ่งนั่นคือหน้าที่ของเกียร์ฝาก (PTO) เกียร์ฝากยึดเข้ากับช่องที่ด้านข้างหรือด้านท้ายของเกียร์ คอยแบ่งแรงหมุนออกมาตอนที่คนขับสั่งเข้าเกียร์ฝาก แล้วส่งต่อให้ปั๊ม

บนรถบรรทุกจึงพูดถึงเกียร์ฝากกับปั๊มแยกกันไม่ได้ ทั้งคู่มาเป็นชุดเดียวกันเสมอ เกียร์ฝากเป็นตัวกำหนดว่าปั๊มจะหมุนที่รอบเท่าไหร่และยึดด้วยหน้าแปลนแบบไหน ส่วนปั๊มเป็นตัวกำหนดว่าอุปกรณ์ท้ายรถจะทำงานได้เร็วแค่ไหน เปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่งโดยไม่ดูอีกตัว มักจบลงที่ของสองชิ้นไม่พอดีกัน

VPS PTO on a truck gearbox with a hydraulic pump mounted on it
เกียร์ฝากที่ยึดกับเกียร์รถบรรทุก โดยมีปั๊มต่ออยู่กับตัวเกียร์ฝากโดยตรง
A VPS PTO and hydraulic pump under a working truck
ชุดเดียวกันตอนออกงานจริง ปั๊มรับกำลังจากเกียร์ฝาก แล้วเดินสายไฮดรอลิคไปที่อุปกรณ์ท้ายรถ

ทำงานยังไง — ไล่ทีละขั้น

เครื่องยนต์
เกียร์
เกียร์ฝาก
ปั๊ม
วาล์วควบคุม
กระบอกไฮดรอลิค
น้ำมันทำงานเสร็จแล้วไหลกลับลงถัง รอให้ปั๊มดูดขึ้นไปใช้ใหม่

ลองนึกถึงเครื่องฉีดน้ำล้างรถ

มอเตอร์หมุนปั๊ม ปั๊มดูดน้ำจากถังแล้วอัดออกไปตามสาย ส่วนแรงดันจะเกิดที่ปลายทาง ตรงที่หัวฉีดปากแคบกั้นไม่ให้น้ำออกไปง่าย ๆ ระบบบนรถบรรทุกก็เรื่องเดียวกันแต่ชิ้นส่วนใหญ่ขึ้น เปลี่ยนมอเตอร์เป็นเครื่องยนต์รถ เปลี่ยนน้ำเป็นน้ำมันไฮดรอลิค และเปลี่ยนหัวฉีดเป็นกระบอกที่ต้องยกกระบะทั้งคันขึ้น

  1. เครื่องยนต์หมุนเกียร์ตราบใดที่เครื่องยนต์ติดอยู่ เพลาข้างในเกียร์ก็หมุนอยู่ตลอด ตรงนี้ยังไม่มีอะไรเกี่ยวกับไฮดรอลิคเลย
  2. เกียร์ฝากแบ่งการหมุนออกมาเกียร์ฝากยึดอยู่กับช่องด้านข้างของเกียร์ คอยแบ่งแรงหมุนส่วนหนึ่งออกมาใช้ และจะแบ่งต่อเมื่อคนขับสั่งเข้าเกียร์ฝากเท่านั้น ถ้าไม่สั่ง ทุกอย่างหลังจากจุดนี้ก็ไม่หมุน
  3. ปั๊มดูดน้ำมันขึ้นมาเกียร์ฝากหมุนเพลาของปั๊ม ปั๊มจึงดูดน้ำมันจากถังผ่านไส้กรองขึ้นมา เหมือนเวลาเราดูดน้ำขึ้นหลอด
  4. ปั๊มอัดน้ำมันออกไปน้ำมันถูกอัดเข้าไปในท่อแรงดัน ถ้าน้ำมันยังไหลไปได้เรื่อย ๆ แรงดันจะแทบไม่ขึ้น แต่พอปลายทางมีของหนักขวางอยู่จนน้ำมันไปต่อไม่ได้ แรงดันถึงจะเริ่มก่อตัว
  5. วาล์วเลือกทางให้น้ำมันเวลาคนขับโยกคันบังคับหรือกดสวิตช์ จริง ๆ แล้วคือการสั่งวาล์วควบคุมว่าจะให้ปล่อยน้ำมันไปเข้ากระบอกตัวไหนหรือมอเตอร์ตัวไหน
  6. น้ำมันทำงาน แล้ววนกลับน้ำมันดันกระบอกให้ยกกระบะ เทของ หรือหมุนเครน แล้วไหลกลับลงถังเพื่อคลายความร้อน ก่อนจะถูกดูดขึ้นไปใช้ใหม่ วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่เกียร์ฝากยังทำงานอยู่

ถ้าแรงหมุนหยุดตรงจุดไหน ทุกอย่างที่อยู่หลังจากจุดนั้นก็หยุดตามทันที ปลดเกียร์ฝากเมื่อไหร่ ปั๊มก็หยุดหมุน กระบะก็ค้างอยู่ตรงนั้น

ติดตั้งปั๊มได้ 2 แบบ

รถคันไหนจะใช้แบบไหน ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ข้างเกียร์เหลือแค่ไหน และปั๊มตัวนั้นต้องไปขับอะไร

ติดตั้งแบบตรง (Direct)

ปั๊มยึดติดกับหน้าแปลนของเกียร์ฝากโดยตรง สั้น เรียบง่าย ไม่มีชิ้นส่วนคั่นกลางให้สึกหรอ เป็นแบบที่ใช้กันทั่วไปถ้าพื้นที่พอ

ติดตั้งแบบรีโมท (Remote)

ปั๊มย้ายไปอยู่บนคานแชสซี แล้วใช้เพลาสั้น ๆ ต่อจากเกียร์ฝากมาหาปั๊ม ใช้ตอนที่พื้นที่ข้างเกียร์แน่น หรือตอนที่อยากวางปั๊มไว้ในจุดที่เข้าไปซ่อมบำรุงง่ายกว่า

Piston pump direct-mounted on a truck PTO
Aติดตั้งแบบตรง — ปั๊มลูกสูบยึดเข้ากับเกียร์ฝากที่ติดอยู่กับเกียร์
Gear pump remote-mounted on a truck chassis, driven from the PTO
Bติดตั้งแบบรีโมท — ปั๊มอยู่บนคานแชสซี ขับด้วยเพลาสั้นที่ต่อมาจากเกียร์ฝาก

คำถามที่พบบ่อย

ปั๊มทำงานตอนรถวิ่งได้ไหม?

ถ้าเป็นเกียร์ฝากแบบติดข้างเกียร์ตามปกติ รถต้องจอดและเข้าเกียร์ว่าง เพราะเกียร์ฝากกับระบบขับเคลื่อนใช้เกียร์ตัวเดียวกัน ยกเว้นเกียร์ฝากแบบ Split Shaft ซึ่งมีรุ่นที่ยังส่งกำลังไปล้อได้ ทำให้ใช้งานอุปกรณ์ขณะรถวิ่งได้

ทำไมต้องเร่งเครื่องอุปกรณ์ถึงจะทำงาน?

เพราะอัตราการไหลขึ้นกับความเร็วรอบที่ปั๊มหมุน รอบยิ่งสูงอุปกรณ์ยิ่งทำงานไว ถ้าเลือกขนาดปั๊มได้พอดีกับงาน จะไม่ต้องเร่งเครื่องมากนัก การที่ต้องเร่งแรงตลอดมักแปลว่าปั๊มเล็กเกินไปสำหรับงานนั้น

ใส่ปั๊มใหญ่ขึ้นแล้วจะยกของหนักขึ้นไหม?

ไม่ครับ ปั๊มใหญ่ขึ้นทำให้ยกได้ "เร็วขึ้น" ไม่ใช่ "หนักขึ้น" ความสามารถในการยกของหนักมาจากแรงดันที่ระบบตั้งไว้และขนาดของกระบอกไฮดรอลิค

อะไรทำให้ปั๊มพังเร็วที่สุด?

น้ำมันสกปรกกับไส้กรองที่ไม่เคยเปลี่ยน เศษสิ่งสกปรกที่วนอยู่ในระบบจะกัดชิ้นส่วนข้างในปั๊มไปเรื่อย ๆ และปั๊มมักเป็นจุดแรกที่แสดงอาการ รองลงมาคือปล่อยให้น้ำมันในถังพร่อง เพราะปั๊มจะดูดอากาศเข้าไปแทน

รถเราควรใช้ปั๊มตัวไหน?

ดูจากรูปแบบการยึดที่เอาต์พุตของเกียร์ฝาก และอัตราการไหลที่อุปกรณ์ต้องการ ให้นับน็อตที่หน้าแปลน 3 รูคือ UNI, 4 รูคือ ISO, 2 รูคือ SAE แล้วแจ้งมาว่าปั๊มต้องไปขับอะไร

กำลังหาว่ารถของคุณควรใช้ปั๊มตัวไหน? แจ้งเกียร์ฝากที่ใช้และอุปกรณ์ที่จะขับมาให้ทีมงาน หรือดูปั๊มที่เราผลิต